เปิดประจักษ์พยาน 6 พี่น้องเมืองคอนแพะคดีฆ่า-แม่เฒ่าลูกดก 17 คน “อัจฉริยะ” ยื่นมือช่วยหลังยื่นรื้อคดีผ่านมาครึ่งเดือนแต่ไม่คืบหน้าใด ๆ

เปิดประจักษ์พยาน 6 พี่น้องเมืองคอนแพะคดีฆ่า-แม่เฒ่าลูกดก 17 คน “อัจฉริยะ” ยื่นมือช่วยหลังยื่นรื้อคดีผ่านมาครึ่งเดือนแต่ไม่คืบหน้าใด ๆ(ชมคลิป)
เปิดประจักษ์พยาน 6 พี่น้องเมืองคอนแพะคดีฆ่า-เผยในชั้นตำรวจถูกกดดันอย่างหนักเซ็นเอกสารต่าง ๆ โดยไม่ได้อ่านข้อความแม้แต่ตัวเดียว-ไม่สบายใจและเครียดจัดหลังจำเลย 2 สองพี่น้องถูกศาลฎีกาจำคุกคนละ 20 ปี–ชี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุพร้อมต่อสู้ตามความเป็นจริง- แม่เฒ่าพร้อมลูก ๆ หมดหวังยุติธรรมจังหวัดยังไม่ดำเนินการใดหลังยืนเรื่องขอรื้อคดีผ่านมาครึ่งเดือนแก้มอบแบบฟอร์มและวิธีการ ขั้นตอนให้ 1 ชุดเพื่อให้กลับไปดำเนินการเองวอน “อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยื่นมือช่วยครอบครัวนี้ด้วย
จากกรณีที่นางอลีน๊ะ รัตนคำ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 274 หมู่ 4 บ้านท้องโกงกาง ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีลูกมากถึง 17 คน เป็นผู้ชาย 11 ผู้หญิง 6 ในปัจจุบันสามีเสียชีวิต ส่วนตัวเองป่วยเป็นอัมพฤกษ์เดินและเคลื่อนไหวไม่สะดวก ร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือกรณีที่ลูกชาย 6 คนโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย จากเหตุการณ์วัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันหน้า ผับ “โอลิเวีย” ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้นายสุเทพ เกตุสมบัติ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/1 หมู่ 5 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ถูกแทงบริเวณลำตัว ศรีษะ หน้าอก และแผ่นหลังรวมหลายแผลได้รับบาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.ปากพนัง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2555 โดยลูกชายที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 6 คนถูกจับกุม 2 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนที่เหลืออีก 4 คนอยู่ระหว่างการหลบหนี และศาลชั้นต้นพิพากษาตัดสินให้จำคุกคนละ 4 ปี ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำคุกคนละ 20 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ โดยนางอลีน๊ะ พร้อมลูก ๆ ได้เข้าร้องเรีนขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชและยุติธรรมจังหวัด เพื่อให้ช่วยช่วยเหลือรื้อคดีใหม่ แต่เรื่องก็เงียบหายไป ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น
(28 ก.พ.) ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนางอลีน๊ะ รัตนคำ พร้อมด้วยลูกหลานกว่า 10 คนได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าหลังจากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมเพื่อขอให้มีการรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาทางยุติธรรมจังหวัดยังไม่ได้ทำเรื่องเสนอไปยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนใด ๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ติดภารกิจต่อเนื่อง จึงขอให้ทางนางอลีน๊ะ และลูก ๆยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมกับศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฏีกาแล้วแต่กรณี เพื่อให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลกีฎาพิจารณายกคำร้องหรือยกคำพากษาเดิมและพิพากษาใหม่ว่าบุคคลนั้นไม่ได้กระทำผิด ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการยื่นผ่านยุติธรรมจังหวัด
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่านางอลีน๊ะ พร้อมลูก ๆ ได้เดินทางออกจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดและเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช และนั่งรออยู่ที่ลานใต้ต้นไม้หน้าศาลากลาง เพื่อรอพบสื่อมวลชนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอให้ช่วยอธิบายขี้แจงขั้นตอน วิธีการในการยื่นเรื่องขอรื้อคดีเนื่องจากทั้งหมดไม่เข้าใจและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ที่ไหน จนกระทั้งสื่อมวลชนเดินทางมาพบและรับปากว่าจะประสานงานติดต่อกับฝ่ายกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คำแนะนำวิธีการและขั้นตอนในการดำเนินการขอรื้อคดีต่อไป
นางอลีน๊ะ และลูก ๆ กล่าวว่าแท้จะได้รับแบบฟอร์มการขอรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ แต่ทุกคนคงดำเนินการใด ๆ ไม่ได้ ทำไม่ถูกว่าจะต้องทำอย่างไร กับใคร หน่วยงานใดบ้าง ตนอยากขอให้สื่อมวลชนหรือผูที่มีความรู้ช่วยแนะนำหรือยื่นมือเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ให้ด้วย หากเป็นไปได้ขอเรียกร้องไปยังนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เพื่อให้ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะจากการติดตามข่าวหลาย ๆ ข่าวที่ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกกลั่นแกล้งนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จะเข้ามาช่วยเหลือโดยล่าสุดคดีหวย 30 ล้านที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้
ต่อมา น.ส.กมลฉัตร รุ่งฤดี อายุ 24 หรือหมิง” อยู่บ้านเลขที่ 1171 / 7 ถนนพาณิชยนย์สัมพันธ์ ต.ปากำพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อดีตพนักงานเสิร์ฟร้าน “โอลิเวีย” ซึ่งเป็นประจักษ์หลังเกิดเหตุ ซึ่งในสำนวนชั้นตำรวจเป็นผู้ยืนยันผู้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมก่อเหตุ โดยขณะเกิดเหตุ น.ส. กมลฉัตร หรือ “หมิกง”มีอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น โดย น.ส.หมิง กล่าวว่าช่วงเกิดเหตุตัวเองอายุ 16-17 ปีเท่านั้น ถูกตำรวจนำไปสอบสวนในห้องเพียงคนเดียวซึ่งมีตำรวจหลายคนทำให้มีความกดดันอย่างหนัก คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้หลุดพ้นไปจากสถานการณ์บนโรงพักได้ โดยตำรวจเตรียมการไว้ทั้งหมดให้ดูภาพถ่ายผู้ต้องหาในคอม ฯ และเอาเอกสารมาให้เซ็นก็เซ็นไปโดยไม่ได้อ่านแม้แต่น้อย ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้ และในศาลประจักษ์พยานคนดังกล่าวอ้างว่าได้ให้การยืนยันว่าไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นผู้ต้องหามาก่อน แต่ศาลไม่เชื่อคำให้การ เมื่อมาทราบว่าเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้นายมูฮำหมัด และนายฮากิม ติดคุกคนละ 20 ปี จึงเกิดความเครียดอย่างหนัก นอนไม่หลับ จึงอยากจะช่วยเหลือทั้งสองคน
ตนเครียดมากและนอนไม่หลับเพราะมีความรู้สึกว่าเรื่องที่ทำให้นำหมัดและนายฮากิม สองพี่น้องติดคุกคนละ 20 ปี ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ อีก 3-4 คนถูกดำนินคดีไปด้วย ตนจึงยอมออกมาเปิดเผยเรื่องจริงในกระบวนการชั้นสอบสวนของตำรวจที่ตนเซ็นให้การในลักษณะยืนยันว่านายมูฮำหมัด และนายฮากิม คือผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เห็นว่าใครก่อเหตุบ้าง จำหน้าใครไม่ได้เลย ตำรวจนำตนไปโรงพักพร้อมด้วยแฟนหนุ่มและแยกสอบสวนโดยอ้างกับตนว่าแฟนของตนให้การยืนยันไปหมดแล้วว่านายฮากิม และนายมูฮำหมัด คือผู้ก่อเหตุ ก่อนจะนำตนเข้าห้องซึ่งมีตำรวจอยู่ในห้องหลายคน บางคนนั่ง บางคนเดินไปเดินมา บางคนยินค้ำโต๊ะ และพูดจาลักษณะเหมือนข่มขู่ไปในตัว ก่อนที่ตำรวจนำเอาภาพในคอมพิวเตอร์มาให้ตนกู ตนเป็นผู้หญิงคนเดียวการอยู่ในลักษณะนั้นเหมือนถูกกดดันอย่างหนัก คิดอย่างเดียวว่าจะอย่างไรให้หลุดไปไปจากห้องบนโรงพักให้ได้ เมื่อตำรวจเอากระดาษมาให้เซ็นตนจึงได้เซ็นไปโดยไม่ๆได้อ่านข้อความแม้แต่ตัวเดียว คิดว่าเสร็จแล้วก็เสร็จเลยไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายยาวนานและส่งผลให้มีคนติดคุก
“อย่างไรก็ตามในชั้นศาลตนได้ให้การปฏิเสธว่า ไม่รู้จักผู้ต้องหา ไม่เคนเห็นหน้า และจำหน้าใครไม่ได้เลยในคืนเกิดเหตุ แต่ศาลไม่เชื่อคำให้การของตนเพราะศาลมองว่าการให้การในชั้นตำรวจที่เพิ่งเกิดคดีใหม่ ๆ ย่อมให้การไปตามข้อเท็จจริง แต่การให้การในชั้นศาลอาจจะมีการวางแผนหรือสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายผู้ต้องหามาแล้วก็ได้จึงกลับคำให้การ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่รู้จักและไม่เคยไปมาหาสู่กับครอบครัวผู้ต้องหาเลย จนเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกคนละ 4 ปี ต้นก็ไม่สบายใจแต่ก็คิดว่าเรื่องจบไปแล้ว เพิ่งมาทราบว่ามีชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกคนละ 20 ปี และศาลกีฏาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยสรุปคือติดคุกคนละ 20 ปี ตน ไม่สบายใจและเครียดมาก ประกอบกับเมียของนายมูฮำหมัดและนายอากิม มาบอกกับตนว่าสามีของคนทั้งสองศาลฏีกาพิพากษาให้ติดคุกคนละ 20 ปี ตนจึงได้แต่กราบขอโทษคนทั้งสองผ่านเมียของเขา และคิดว่าจะมีหนทางใดบ้างที่สามารถช่วยเหลือคนทั้งสองได้ ตนก็จะทำเพื่อไถบาปอย่างน้อยจะได้สบายใจขึ้นมาบ้าง และหากต้องถูกไต่สวนทั้งในชั้นตำรวจและศาลก็พร้อมที่จะให้การไปตามความเป็นจริง ส่วนจะสามารถช่วยให้นายมูฮำหมัดและนายฮากิม พ้นโทษได้หรือไม่นั้น
นักกฎหมายท่านหนึ่ง กล่าวว่า อ่านจากสำนวนแล้วพบว่าในชั้นพนักงานสอบสวนมีพิรุธไม่ชอบมาพากลหลายจุด และไม่ได้ทำการสอบสวนให้สิ้นกระบวนความและหายสงสัย อาทิ ตัวนายมูฮำหมัด ทำงานอยู่ที่ระยอง ก็น่าจะมีการหาพยานหลักฐานมายืนยันในส่วนนี้ซึ่งน่าจะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าในวันเกิดเหตุเขาอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่ และอื่น ๆ อีกหลายจุด โดยเฉพาะกรณีของนายปราโมทย์ รัตนคำ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในขั้นตำรวจ ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ แต่ในชั้นศาลฏีกากลับมีหนังสือยืนยันว่าวันเกิดเหตุนายปราโมทย์ ต้องโทษจำคุกในเรือนจำปากพนัง จึงมีการแก้ไขในสำนวนเอาชื่อนายปราโมทย์ออกไป เท่ากับว่านายปราโมทย์พ้นผิด แต่กลับมีการนำชื่อนายหนุ รัตนคำ น้องชายมาใส่เป็นผู้ต้องหาแทน ข้อพิรุธหลายจุดบ่งชี้ให้เห็นว่าการทำสำนวนในคดีนี้ในชั้นตำรวจไม่ชอบมาพากลไม่โปร่งใส โดยส่วนตัวเชื่อว่าหาศาลรับเรื่องรื้อคดีทั้งนายมูฮำหมัด นายฮากิม มีโอกาสพ้นผิดสูงรวมทั้งพี่น้องคนอื่น ๆ อีก 3 คนที่ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล ยกเว้นนายสมพงศ์ รัตนคำ พี่คนโต ที่ในชั้นตำรวจพบว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ
“มองว่าคดีนี้ฝ่ายจำเลยขาดโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ขาดโอกาสในการต่อสู้คดีที่ดีพอ ศาลท่านก็พิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมอยู่ในสำนวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในสังคมไทย ซึ่งการที่คนผิดเพียงคนเดียวต้องติดคุก หรือถูกประหารชีวิต มันสำคัญมากกว่าคนที่ทำผิดจริง ๆ หลายคนลอยไม่ได้รับโทษเสียอีก และการที่คนจน ๆ หรือชาวบ้านธรรมดาอย่างครอบครัวนี้จะออกมาดำเนินการเรียกร้องขอความเป็นธรรมและยื่นเรื่องขอรื้อคดีก็คงเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ หากไม่มีผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในข้อกฎหมายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริง ๆ จัง ๆ .”นักกฎหมายคนดังกล่าวแสดความคิดเห็นในที่สุด.
ไพฑูรย์ อินทศิลา /กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์/นครศรีธรรมราช
28 ก.พ. 2561

ใส่ความเห็น

Top
Loading...
ข้ามไปยังทูลบาร์