แม่เฒ่าเมืองคอนลูกดก 17 คนร้องสื่อวอนผู้มีอำนาจรื้อคดีลูกชาย-แฉเป็นแพะตกเป็นจำเลยคดีฆ่าฯ 6 คนรวด

แม่เฒ่าเมืองคอนลูกดก 17 คนร้องสื่อวอนผู้มีอำนาจรื้อคดีลูกชาย-แฉเป็นแพะตกเป็นจำเลยคดีฆ่าฯ 6 คนรวด
แม่เฒ่าเมืองคอนลูกดกถึง 17 คนร้องสื่อวอนผู้มีอำนาจรื้อคดีลูกชายเป็นแพะคดีฆ่าคนตายยกครอบครัว 6 คนศาลฎีกาตัดสินแล้ว 2 คนติดคุกคนละ 20 ปีอีก 4 โดนออกหมายจับ-ชี้ยากจนขาดความรู้ความเข้าใจและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม-เผยทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายหน้าผับดัง 1 ใน 6 ร่วมในเหตุการณ์ยืนยันอีก 5 คนนอนอยู่บ้าน อยู่ในคุกและทำงานอยู่ต่างจังหวัดแต่กลับโดนคดียกครัว
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 23 ก.พ. 2561 นางอลีน๊ะ รัตนคำ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 274 หมู่ 4 บ้านท้องโกงกาง ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งป่วยเผป็นอัมพฤกษ์เดินและเคลือนไหวไม่สะดวก พร้อมลูกสาว ลูกสะใภ้และญาติ ๆ ได้เดินทางเข้าพบนายสมเกียรติ ทิศนุ่น ปราน กตร.สภ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และประธานชมรมคนลุ่มน้ำพึ่งพาตนเอง เพื่อขอให้ช่วยประสานสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือบุตรชายจำนวน 6 คนที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น จนล่าสุดศาลฎีกาได้พิพากษาตัดสินจำคุกคนละ 20 ปี โดยบุตรชาย 2 คนที่ไปฟังคำพิพากษาถูกควบคุมตัวไปคุมขังในเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ส่วนที่เหลืออีก 4 คน หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษา คาดว่าศาลจะออกหมายจับกุมตัวต่อไป โดยในวันเดียวกันนายสมเกียรติ ทิศนุ่น พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านของนางอลีน๊ะ พบว่าเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งลูกชาย ลูกสาวและลูกเขย ลูกสะใภ้กว่า 10 คน และได้พบนางอลีน๊ะ พร้อมสมาชิกในครอบรัวอยู่ภายในรวม 7 คนส่วนคนอื่น ๆ ออกไปทำงานนอกบ้าน
นางอลีน๊ะ รัตนคำ กล่าวว่า ตนเป็นชาวอิสลามมีลูกมากถึง 17 คนเป็นผู้ชาย 11 คน ผู้หญิง 6 คน ฐานะครอบครัวค่อนข้างยากจนโ ดยสามีเพิ่งเสียชีวิตไปแปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนลูก ๆ ทุกคนเรียนจบแค่ชั้น ป.6 เท่านั้น ในปัจจุบันบางคนก็แยกย้ายไปมีครอบครัวทั้งในต่างอำเภอและต่างจังหวัด สำหรับเรื่องคดีที่ลูกชาย 6 คนถูกกล่าวหาและตกเป็นจำเลยในคดีฆ่าคนตายนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ก.พ. 2555เวลาก่อนเที่ยงคืนได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและทำร่ายร่างกายกันบริเวณหน้าผับ “โอลิเวีย” ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้นายสุเทพ เกตุสมบัติ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/1 หมู่ 5 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ถูกแทงบริเวณลำตัว ศรีษะ หน้าอก และแผ่นหลังรวมหลายแผลได้รับบาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.ปากพนัง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่ามีนายสมพงศ์ รัตนคำ อายุ 29 ปี บุตรชายคนโตของตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย แต่หลังเกิดเหตุนายสุเทพ ได้หลบหนีไป
“ต่อมาหลังเกิดเหตุหลายวันได้มีคนมาขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนลูกชายของตนอีก 5 คนอ้างว่าจะพาไปยื่นขอรับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพตนจึงมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้ไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวนายฮากิม รัตนคำ อายุ 21 ปี ไปสอบสวนที่ สภ.ปากพนัง ก่อนจะแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ในขณะที่นายมูฮำหมัด รัตนคำ อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์อยู่ จ.ระยอง ได้เดินทางมาเยี่ยมน้องชาย ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาเดียวกันไปด้วย โดยนายฮากิม และนายมูฮำหมัด ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เพราะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้ร่วมก่อเหตุแต่อย่าใด ในขณะที่นายปราโมทย์ รัตนคำ อายุ 22 ปี ซึ่งช่วงเกิดเหตุติดคุก 4 เดือนในข้อหาเสพยาเสพติดเพิ่งพ้นหลังเกิดเหตุ และนายสุเมธ รัตนคำ อายุ 26 ปี ซึ่งในวันเกิดเหตุทำงานประมงอยู่ใน อ.ท่าศาลา ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฆ่านายสุเทพ ผู้ตายเช่นเดียวกัน โดยหลังจากนายปราโมทย์ และนายสุเมธ ทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาจึงได้หลบหนีหายไป ต่อมาตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานพร้อมควบคุมตัวนายฮากิม และนายมูฮำหมัด ส่งพนักงานอัยการฟ้องศาล โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี ในระหว่างการอุทธรณ์ตนได้เช่าหลักทรัพย์ยื่นขอประกันตัวนายฮากิม และนายมูฮำหมัด ออกมาเพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยพยายามรวบรวมเงินจากญาติ ๆ ได้จำนวนหนึ่งเพื่อว่าจ้างทนายความมาสู้คดี แต่มีผู้ใกล้ชิดบุคคลในกระบวนการยุติธรรมคนหนึ่งมาอ้างว่าจะช่วยเหลือให้พ้นโทษ และยืนยันคดีนี้ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ทนายความก็ไม่ต้องจ้างมาว่าความต่อสู้คดี ขอให้ครอบครัวตนอยู่เฉย ๆ จะดำเนินการวิ่งเต้นให้พ้นโทษเอง พร้อมเรียกค่าดำเนินการ 80,000 บาท ด้วยความที่อยากให้ลูกทั้งสองคนพ้นโทษและเห็นว่าบุคคลดังกล่าวใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมจริง ๆ และด้วยความที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องข้อกฎหมายตน จึงนำเงินสด 80,000 บาท ที่เตรียมไว้ว่าจ้างทนายความต่อสู้คดีให้บุคคลดังกล่าวไป”
นางอลีย๊ะ รัตนคำ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าอีกว่า แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาตัดสินโดยเพิ่มโทษจากที่ศาลชั้นต้นจำคุกคนละ 4 ปี เป็นให้จำคุกคนละ 20 ปี ตนจึงได้ไปทวงถามบุคคลที่อ้างว่าช่วยวิ่งในคดีและเรียกเงินไป 80,000 บาทกลับได้รับคำตอบว่าไม่ต้องตกใจเพราะยังมีการพิจารณาชั้นศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง และรับรองว่าศาลฎีกาจะยกฟ้องในคดีนี้อย่างแน่นอนขอให้ตนและครอบครัวอยู่เฉย ๆ อย่าเพิ่งโวยวาย ตนจึงวิ่งหาหลักทรัพย์ไปยื่นประกันตัวนายฮากิม และนายมูฮำหมัด ออกมาเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกา จนกระทั้งเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา นายฮากิมและนายมูฮำหมัด สองผู้ต้องหาก็เดินทางไปฟังคำพิพากษาตัดสินคดีปรากฏว่าในสำนวนที่มีชื่อนายปราโมทย์ รัตนคำ เป็นผู้ต้องหาด้วยมาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน กลับมีการแก้ไขชื่อนายปราโมทย์ รัตนคำ ออกไป เนื่องจากมีเอกสารทางเรือนจำปากพนังว่าในวันเกิดเหตุนายปราโมทย์ ต้องโทษจำคุกในคดีเสพยาเสพติดเป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างวันที่ 20 ก.พ.2555–วันที่ 20 พ.ค. 2555 นายปราโมทย์ จึงพ้นผิดไปได้ แต่กลับมีชื่อของนายหนุ รัตนคำ อายุ 23 ปี บุตรชายของตนอีกคนเข้าไปเป็นจำเลยในคดีแทน กลายเป็นว่าลูกชายตนตกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นรวดเดียวถึง 6 คน ทั้ง ๆที่นายหนุ รัตนคำ ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นและไม่มีชื่อในสำนวนคดีมาตั้งแต่ต้น และในข้อเท็จจริงมีนายสมพงศ์ รัตนคำ บุตรชายคนโต ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายหน้าผับ “โบลิเวีย” เพียงคนเดียวเท่านั้น
“หลังจากนั้นศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์จำคุกคนละ 20 ปี ในปัจจุบันนายฮากิมและนายมูฮำหมัด ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ส่วนลูกคนอื่น ๆ อีก 3 คนที่หลบหนีศาลคงออกหมายจับกุมต่อไป ซึ่งตนและลูก ๆ ทำใจไม่ได้ โดยเฉพาะนางปิยะตา สุทธิพิทักษ์ อายุ 26 ปี เมียของนายมูฮำหมัด ซึ่งตั้งครรภ์ 8 เดือนใกล้คลอด และนางดาลิณี มัดโต๊ะสน อายุ 23 ปี เมียของนายฮากิม ต่างอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจ ร้องห่มร้องให้และเครียดอย่างหนัก พยายามบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือสามี รวมทั้งพยายามวิ่งเต้นร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน โดยเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2561 หลังการพิพากษาของศาลฏีกา 2 วันนางปิยะตา และนางดาลิณี ได้นำเอกสารหลักฐานเดินทางเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช และยื่นเรื่องกับยุติธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอให้ช่วยรื้อคดีดังกล่าว แต่เรื่องก็เงียบหาย ตนยืนยันว่าหากเป็นนายสมพงศ์ รัตนคำ บุตรชายคนโตที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์วันเกิดเหตุ และร่วมทำผิดจริงตนรับได้และไม่ร้องขอความเป็นธรรมหรือขอความช่วยเหลือใด ๆ เลย แต่ในส่วนของนายฮากิม และนายมูฮำหมัด นายปราโมทย์ นายสุเมธ และนายหนุ เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุใด ๆ เลยกลับต้องมาเป็นแพะติดคุกและหลบหนีหัวซุกหัวซุน ซึ่งตนรับไม่ได้และชาตินี้คงนอนตายตาไม่หลับแน่” นางอลีย๊ะ กล่าวด้วยน้ำตานองใบหน้า”
ในขณะที่นางปิยะตา เมียรักของนายมูฮำหมัด และนางดาลิณี เมียของนายฮากิม ร่วมกันกล่าวว่า ครอบครัวของสามีที่ตกเป็นจำเลยทุกคน ไม่มีโอกาสต่อสู้ในชั้นศาลเลย ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟผู้หญิง ตอนเกิดเหตุอายุ 16-17 ปี เป็นประจักษ์พยานในคืนเกิดเหตุยืนยันเสียงแข็งว่านายฮากิม และนายมูฮำหมัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ แต่ตำรวจได้มาห้อมล้อมกดดันให้ชี้ตัว ในห้องซึ่งเขาเป็นผู้หญิงอยู่เพียงคนเดียว พร้อมนำเอกสารมาให้เซ็นโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดใด ๆ เมื่อถึงชั้นศาลเขาให้การยืนยันว่านายฮากิมและนายมูอำหมัด ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ศาลไม่เชื่อ โดยในพนักงานสาวคนดังกล่าวพร้อมที่จะออกมายืนยันในเรื่องนี้อย่างเพราะเขาเครียด ไม่สบายใจที่เป็นต้นเหตุให้นายฮากิมและนายมูฮำหมัดติดคุก .ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.
ไพฑูรย์ อินทศิลา /กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์/นครศรีธรรมราช
23 ก.พ. 2561

ใส่ความเห็น

Top
Loading...
ข้ามไปยังทูลบาร์