กระแสน้ำและคลื่นลมรุนแรงเชือกล่ามเรือประมงขาดถูกซัดออกไปกลางทะเลก่อนจมหายทั้ง 2 ลำ

กระแสน้ำและคลื่นลมรุนแรงเชือกล่ามเรือประมงขาดถูกซัดออกไปกลางทะเลก่อนจมหายทั้ง 2 ลำ
สถานการณ์น้ำท่วมทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนับเป็นครั้งใหญ่เทียบเท่าเมื่อปี 2554 โดยมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา(6 ธ.ค.) ศบก.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้ง มีเรือประมง 2 ลำขณะที่เรือจอดเทียบท่าภายในปากน้ำสิชล เชือกขาดทำให้กระแสน้ำและคลื่นพัดพาเรือลอยออกไปนอกชายฝั่งอย่างรวดเร็ว
จากการตรวจสอบพบว่าเรือประมงสองลำทราบชื่อเรือสินสถาพร 1 กับ เอกพรภัณฑ์ 2 ถูกกระแสน้ำและคลื่นในทะเลสูงกว่า 3 เมตร พัดพาออกไปจนถึงปากอ่าวสิชล โดยไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ จนกระทั้ง เรือทั้งสองลำถูกคลื่นทะเลซัดเรือจมต่อหน้าตาเจ้าของเรือ ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกน้ำท่วมเต็มพื้นที่โดยทางเทศบาล ฯและชลประทาน พยายามเดินเครื่องสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมวลน้ำจากเทือกเขาหลวงไหลทะลักลงมาสมทบต่อเนื่องทำให้น้ำมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามฝนที่ตกหนักได้เริ่มซาเม็ดและหยุดตกเป็นเวลากว่า 3 ชม.ทำให้มวลน้ำใหม่จากเทือกเขาหลวงน้อยลงเมื่อมวลน้ำของเดิมไหลมาสมทบแต่ไม่มีฝนตกเพิ่มทำให้น้ำเริ่มทรงตัว
ชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจในละแวกถนนปากนคร บริเวณหน้าตลาดสดคูขวาง ต.ท่าวัง องเมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้ร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชว่า ทางเทศบาล ฯและชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่หลายจุดในเขตเทศบาล ฯและเร่งสูบน้ำออกตลอดเวลา ทำให้น้ำท่วมไม่สูงมากนัก แต่เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบริเวณริมถนนสี่แยกคูขวาง กลับไม่มีการเดินเครื่องสูบน้ำ ในขณะที่จุดอื่น ๆ เดินเครื่องต่อเนื่องตลอด 24 ชม.
“ทำให้น้ำท่วมบริเวณตลาดคูขวางและใกล้เคียงอย่างหนัก ระดับน้ำสูง 1-2 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้ สถานประกอบการธุรกิจการค้าเสียหายอย่างหนัก เมื่อสอบถามไปยังเทศบาล ฯ ทางเจ้าหน้าที่ให้คำตอบว่าไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของเทศบาล ฯแต่เป็นความรับผิดชอบของชลประทาน จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยประสานแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน”
ต่อมาทางสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ได้ประสานกับนายตระกูล หนูนิล ป้องกันจังหวัดนครศรีธรรมราช จนมีการประสานกับชลประทาน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รีบเดินทางไปติดเครื่องและเดินเครื่องสูบน้ำปรากว่าน้ำที่ท่วมสูงลดลงอย่างรวดเร็วชัดเจน โดยจากการตรวจสอบพบว่าเครื่องยนต์ดับ เนื่องจากหัวดูดเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เครื่องสูบน้ำหัวดูดมีขยะมาติดจำนวนมาก เจ้าหน้าที่พยายามเร่งนำขยะออกจากหัวดูด แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมวิกฤติหลายจุด ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า แต่ในขณะนี้การแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วและได้เร่งติดเครื่องสูบน้ำตามปกติแล้ว.
ไพฑูรย์ อินทศิลา /สายัณห์ ศรีใหม่ /นครศรีธรรมราช
6 ธ.ค. 2560