ประชาชนที่ถือโฉนดทะเล ทยอยนำเอกสารหลักฐานให้ศูนย์ ฯทวงคืนโฉนดทะเลรวบรวมพร้อมแนะ 5 แนวทางแก้ปัญหา

ประชาชนที่ถือโฉนดทะเล ทยอยนำเอกสารหลักฐานให้ศูนย์ ฯทวงคืนโฉนดทะเลรวบรวมพร้อมแนะ 5 แนวทางแก้ปัญหาส่งถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียน “ทวงคืนโฉนดทะเล”-ในขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท โวยซ้ำธุรกิจสร้างได้รายเข้ารัฐปีละหลายน้อยล้านแต่รัฐกลับสนใจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือใด ๆ เลย

 

จากกรณีคลื่นยักษ์ในทะเลอ่าวไทยพัดถล่มกัดเซาะตลอดแนวชายฝั่งถนนทางหลวง 4013 ปากพนัง-หัวไทร อย่างหนักในช่วงเกือบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา  สร้างความเสียหายตลอดแนวถนนจนแทบจะสัญจรไปมาไม่ได้–ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากถือโฉนดที่ดินที่ปัจจุบันกลายเป็นทะเลไปเรียบร้อย ต้องเสียสิทธิ์การครอบครองที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ของตัวเองไปโดยปริยาย สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แม้จะถือเอกสารสิทธิ์ที่ดินอยู่ก็ตาม จนกลายเป็นคำพูดที่ว่า “โฉนดทะเล”หลายครอบครัวกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว จึงรวบตัวตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ “ทวงคืนโฉนดทะเล” และยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2559 ตามที่เดลินิวส์ ได้นำเสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

 

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 ก.พ.2559 สถานการณ์คลื่นยักษ์ถล่มแนวชายฝั่งปากพนัง-หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องลมที่พัดกรรโชกจะเบาบางลงเหลือคลื่นสูงประมาณ 1-2 เมตร ลมที่พัดกรรโชกรุนแรงก็ลดความรุนแรงลง โดยตลอดแนวชายทะเล ริมถนน 4013 เลียบชายทะเลปากพนัง-หัวไทร มีร่องรอยความเสียหายและสิ่งปฏิกูลกระจายเกลื่อน ในขณะที่ประชาชนทยอยนำสำเนาโฉนดที่ดินและเอกสารหลักฐานต่างมายื่นเรื่องร้องทุกข์ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ “ทวงคืนโฉนดทะเล”ทั้ง  2 จุด ประกอบด้วยที่ร้านอาหารมาตะเว่อ และโรงแรมซีเครีสอร์ท อย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาช่วยเหลือต่อไป

 

ในวันเดียวกันนายสมเกียรติ ทิศนุ่น ประธานชมรมคนลุ่มน้ำพึ่งพาตนเองและประธานศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ “ทวงคืนโฉนดทะเล” พร้อมด้วยนายปราโมทย์ เรื่องดิษฐ์ กำนัน ต.ท่าพญา นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ อดีตนายก อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก และนายธนูเดช แพรกทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ต.บ้านเพิง ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเจ้าของที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ซึ่งถูกคลื่นยักษ์พัดถล่มกัดเซาะให้นำสำเนาเรื่องราวร้องทุกข์ “ทวงคืนโฉนดทะเล” พร้อมหลักฐานต่าง ๆ ไปยื่นร้องทุกข์ไว้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ร้ายอาหารมาตะเว่อ และโรงแรมซีเครีสอร์ท

 

นายธนูเดช แพรกทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ต.บ้านเพิง อ.ปากพนัง กล่าวว่า ปัญหาคลื่นซัดกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะตั้งแต่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง ไปจนถึงปากอ่างสงขลาใน อ.สิงหนคร จ.สงขลา กินพื้นที่ 25 ตำบล 53 หมู่บ้าน 2 เทศบาล  ที่ผ่านมาตนได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลนำเสนอไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหลายระดับ แต่ไม่เคยมีหน่วยงานใด ๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านอย่างจริงจัง จนถึงปัจจุบันชาวบ้านต้องประสบชะตากรรมที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย กลายเป็นทะเลไปหมดแล้ว  เมื่อกลายเป็นทะเลที่ดินของชาวบ้านที่เคยทำมาหากินตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนกลับกลายเป็นที่ดินของหลวง อยู่ในการกำกับดูแลของกรมเจ้าท่าไปโดยปริยาย เฉพาะในพื้นที่ อ.ปากพนัง ชาวบ้านได้รับผลกระทบเดือดร้อนนับร้อยครัวเรือน ระเบียบของกฎหมายทุกฉบับไม่เป็นธรรมกับประชาชนเลย

 

ด้านนายชัยวัฒน์ อินทรสุวรรณ เจ้าของธุรกิจ “ตะลุมพุกซีฟู้ดแอนด์รีสอร์ท” ริมถนน 4013 เลียบชายทะเลปากพนัง-หัวไทร กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทเกือบทุกแห่งได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาคลื่นยักษ์พัดถล่มกัดเซาะที่ดินทำให้อาหารร้านอาหาร รีสอร์ท และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ พังเสียหายถูกทะเลกลืนไปเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการต้องถอนรุนหนีคลื่นยักษ์ขึ้นมาเรื่อย ๆ และต้องลงทุนปรับปรุงซ่อมแซมอาคารร้านอาหาร รีสอร์ท ครั้งละนับแสนบาท แต่เมื่อเกิดคลื่นยักษ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ถูกคลื่นพัดถล่มได้รับความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในขณะที่แทบไม่เหลือที่ดินและทรัพย์สินอีกเลย และยังต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยเงินกู้จากสถานบันการเงินทำให้ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัสอยู่ในขณะนี้

 

“พวกเราประกอบธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท สร้างรายได้ให้รัฐปีละหลายร้อยล้านบาท แต่เมื่อได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์พัดถล่มจนเดือดร้อนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยคิดที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหาช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมจริงจัง เมื่อเกิดเหตุครั้งหนึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ก็ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายผู้ประกอบการและประชาชนร้องเรียนขอความช่วยเหลือให้ข้อมูลต่าง ๆ ไปทั้งหมด แต่เรื่องก็เงียบหายไม่เคยได้รับการเยียวยาแก้ปัญหา พอเกิดเหตุก็ลงมาเยี่ยม มาสำรวจตรวจสอบอีกครั้งและเงียบหายไปเหมือนกับทุก ๆ ครั้ง ที่ผ่านมาภาครัฐทำได้แค่การแจกจ่ายถุงยังชีพซึ่งไม่ใช่ความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชนอย่างแท้จริง”

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในครั้งนี้ผู้ประกอบการและชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติได้รับความเดือดร้อนได้รวบรวมกันรวบรวมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เพื่อร้องเรียนขอความช่วยเหลือ “ทวงคืนโฉนดทะเล”อย่างจิงจัง โดยเชื่อว่าหากรัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจังภาครัฐสามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณ 300-500 ล้านในการทำแนวคันกั้นคลื่นตลอดแนวชายฝั่ง ที่ได้มาตรฐานเหมือนที่แหลมตะลุมพุกซึ่งสร้างไปแล้ว 2 กม. ที่เหลืออีกไม่เกิน 40 กม. ในพื้นที่ อ.ปากพนัง 6 ตำบล และ อ.หัวไทร 2 ตำบล ปัญหาทั้งหมดก็จะหมดไปหรือลดน้อยลง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับชะตากรรมกันเองเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

 

นายสมเกียรติ ทิศนุ่น กล่าวว่า ในขณะนี้ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนถูกทะเลกลืนที่ดินทยอยนำโฉนดที่ดินและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาร้องเรียนกับศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์”ทวงคืนโฉนดทะเล”แล้วหลายสิบราย คาดว่าอีกประมาณ 10 วันทางศูนย์ ฯจะสามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานส่วนใหญ่ส่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียน “ทวงคืนโฉนดทะเลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

ในขณะที่นายปราโมทย์ เรืองดิษฐ์ กำนัน ต.ท่าพญา กล่าวว่า ตนสงสารชาวบ้านเป็นอย่างมาก หลายคนที่ดินถูกทะเลกลืนจนไม่เหลือที่ดินที่จะใช้ทำประโยชน์อีกเลย หลายรายกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไปโดยปริยาย ทั้ง ๆ ที่ยังถือโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ที่ดินอยู่ในมือ  หลายรายโฉนดที่ดิน 20 ไร่ เหลือ 2-3 ไร่ แม้แต่ของตน 20 ไร่ถูกทะเลกลืนไปเหลือเพียง 2 ไร่เท่านั้น และเชื่อว่าหากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเฉยเมินไม่ดำเนินการใด ๆ อย่าว่าแต่ที่ดินของชาวบ้านเลยถนนสาย 4013 ก็จะถูกทะเลกลืนไปทั้งหมดเช่นกัน

 

นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ รองประธานศูนย์ ฯ”ทวงคืนโฉนดทะเล กล่าวว่า ทางศูนย์ได้สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ให้รัฐชดเชยค่าความเสียหายตามที่เกิดขึ้นจริงจากการถูกกัดเซาะที่ดิน 2.ขอให้รัฐเข้ามาดำเนินการเจรจาเพื่อยกเลิกหนี้ให้กับประชาชนที่เกิดความเสียหายจากที่ดินถูกกัดเซาะ 3.จัดสรรที่ดินให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและประสงค์ขอที่ดินทำกินในพื้นที่ใกล้เคียงกับการใช้วิธีชีวิตเดิมมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช เช่น ป่าพรุควนเคร็ง เป็นต้น 4.จัดสรรพื้นที่ในส่วนขององค์กรส่วนยาง อ.บางขัน และ อ.นาบอน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับประชาชนมากที่สุด และ 5.การจัดสรรพื้นที่ตามที่รัฐเห็นสมควร โดยจะรวบรวมหลักฐานที่ดินพร้อมข้อเสนอนี้ส่งถึงนายกรัฐมนตรีต่อไป.

 

ไพฑูรย์  อินทศิลา /กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ /นครศรีธรรมราช

10 ก.พ. 2559

FB_IMG_1455152367988

FB_IMG_1455152380363

ใส่ความเห็น

Top
Loading...
ข้ามไปยังทูลบาร์