จดหมายเปิดผนึก กรณีการตรวจสอบ โดย สตง.ภาค ๑๔ ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

จดหมายเปิดผนึก

กรณีการตรวจสอบ โดย สตง.ภาค ๑๔ ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

สืบเนื่องจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ภาค ๑๔ อ้างว่า พบการทุจริตเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่  ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา เริ่มต้นจำนวน ๑ เรื่อง ได้แก่   การบอกเลิกสัญญาจ้างการก่อสร้างศูนย์การแพทย์โดยมิชอบ  ขณะเดียวกันเรื่องนี้ ทางบริษัทที่ถูกยกเลิกสัญญาการก่อสร้างศูนย์การแพทย์  ได้ยื่นฟ้องต่อศาลาอาญา และศาลาพิจารณายกฟ้อง ด้วยเหตุผลที่ว่า การบอกเลิกสัญญาเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันทางบริษัทได้ขอคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครอง ผลออกมาว่า ศาลปกครองไม่คุ้มครองในกรณีนี้ ส่งผลให้ประเด็นการตรวจสอบของ สตง. ขาดน้ำหนักลงไป เพราะความเห็นของศาลทั้งสอง เป็นไปแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้มีความพยายามอย่างมากของเจ้าหน้าที่ สตง.ภาค ๑๔ ทั้งสองคน ที่จะแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อให้ คตง.ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับ สตง.ชี้มูลความผิด ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

จนปัจจุบันนี้ เป็นเวลามากกว่า ๔๔๑ วัน หรือ ๑ ปี ๒ เดือน กับ อีก ๑๖ วัน ที่กระบวนการตรวจสอบโดยบุคคลเดิมได้ดำเนินการมาต่อเนื่อง และเพิ่มประเด็นการตรวจสอบ เป็น ๖ ประเด็น แต่ละประเด็นใช้เวลาและกระบวนการตรวจสอบที่ยาวนาน มีการเรียกข้อมูลเอกสาร สอบปากคำบุคคลไปเป็นจำนวนมาก และวนเวียนซ้ำ โดยไม่รู้ว่าข้อเท็จจริง คือ อะไร  ประกอบกับผู้ตรวจสอบได้ให้ข่าวสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ในประเด็นการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตลอดมาเพื่ออธิบายในมุมที่ผู้ตรวจสอบต้องการสื่อสาร ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นแค่ความเชื่อโดยการคาดคะเนระหว่างกระบวนการตรวจสอบ เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบยังไม่เสร็จสิ้น ยังไม่มีการชี้มูลความผิดขององค์กรที่อยู่ในระดับสูงขึ้นไป จนสังคมตั้งคำถามกับทางมหาวิทยาลัยถึงความโปร่งใส

นอกจากนี้ ในด้านของพฤติกรรมส่วนบุคคล การไม่ให้เกียรติสถานที่และเคารพสถาบันในระหว่างการปฏิบัติงาน การเดินเข้าออกห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัย การแต่งกายที่ไม่สุภาพมักสวมหมวกตลอดเวลา กิริยาท่าทาง และการใช้วาจาที่เกรี้ยวกราด แข็งกร้าว หรือพูดในทำนองการข่มขู่ขณะทำการตรวจสอบ และในบางครั้งนั่งเฝ้า แบบประชิดติดตัวเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสอบปากคำในครั้งนั้นๆ ที่สำคัญมักแสดงบัตรประจำตัวประจำเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบพิเศษ และอ้างว่าขอให้ทุกคนหยุดปฏิบัติหน้าที่  ตนมีอำนาจในการตรวจสอบ รื้อค้น สอบถาม หรือเรียกดูเอกสารอะไรก็ได้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ให้เกียรติสถาบันการศึกษาแต่อย่างใด ระหว่างการตรวจสอบจึงมีการกระทบกระทั่งอยู่เสมอ และกลายเป็นผู้ขัดแย้ง ไม่เป็นที่ยอมรับของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ในการดำเนินการเพื่อตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย

ส่งผลให้ มีคดีความเกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย  ทั้งหมด คือผลของกระบวนการตรวจสอบที่ผ่านมาทั้งสิ้น โดย ผู้ตรวจสอบรายนี้ ได้ฟ้องคดีในนามส่วนตัวว่า ทางเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่การตรวจสอบ จำนวน ๓ คดี คดีหมิ่นประมาท ๓ คดี และทางมหาวิทยาลัย ได้ฟ้องผู้ตรวจสอบรายนี้ ในข้อหาหมิ่นประมาท ๑ คดี และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นเจ้าพนักงานรู้ความลับในราชการกระทำการโดยมิชอบด้วยหน้าที่ เปิดเผยข้อความ หรือข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ได้มา เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่  ๑ คดี ทั้งนี้ รวมเป็นคดีทั้งหมด ๘ คดี โดยเป็นคดีในชั้นศาล ๖ คดี และในชั้นสอบสวนอีก ๒ คดี ซึ่งคดีทั้งหมดล้วนแล้วแต่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะไม่ได้เกิดผลดีต่อกระบวนการตรวจสอบแต่อย่างใด และมุ่งไปสู่การเผชิญหน้าและกลายเป็นคู่ขัดแย้งในที่สุด

ในจำนวน ๖ คดีที่ทางมหาวิทยาลัยเป็นจำเลย มีผู้ตกเป็นจำเลย ๑๑ ราย บางรายมากกว่า ๑ คดี  และในคดีดำที่ ๒๓๒๒/๒๕๕๘ ในกระบวนการไกล่เกลี่ย โจทย์ยอมถอนฟ้องโดยให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายถึง ๑ แสนบาท และในคดีที่ ๒๔๔๓/๕๘ โจทย์ได้เรียกค่าเสียหายในกระบวนไกล่เกลี่ย สูงถึง ๑ แสน ๘ หมื่นบาท  ทั้งที่เป็นคดีแค่หมิ่นประมาท แต่ไกล่เกลี่ยกันไม่ได้

เหตุการณ์ล่าสุด ที่เป็นข่าว ผู้บริหารรายหนึ่ง ได้เข้าร้องขอผู้เพื่อให้มีการให้ปากคำเพิ่มเติมจากการตรวจสอบ เพราะหวั่นเกรงจะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่หากการสอบปากคำไม่สมบูรณ์ จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น เมื่อผู้ตรวจสอบได้ใช้รถยนต์ที่ใช้สำหรับปฏิบัติราชการของ สตง.ขับรถดันผู้บริหารที่อยู่บริเวณหน้ารถ และใช้ความเร็วในการเคลื่อนรถ จนผู้บริหารต้องกระโดดเกาะฝากระโปรงและจับที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์ ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร  โดยไม่ได้มีการหยุดรถแต่อย่างใด จนต้องมีการสกัดกั้น เพื่อหยุดรถ  ก่อนที่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือเกิดความเสียหายแก่ชีวิตเกิดขึ้น และเรื่องก็ไปจบที่กระบวนการของโรงพักหรือศาลอีกเช่นเคย ทั้งสองฝ่าย

 

ทั้งนี้ ในกระบวนการตรวจสอบ มหาวิทยาลัยมีความพร้อมในทุกโอกาส มีความตั้งใจและรอคอยการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่างมีความกระจ่างชัดและเป็นธรรม เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ปรากฏ เพื่อเสนอให้สังคมและสาธารณะรับรู้ในวงกว้าง ได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับ และอำนวยความสะดวกอย่างดี ทั้งตัวเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ และผู้ติดตาม โดยจัดห้อง ๑๕/๔ ในอาคารบริหาร เพื่อเป็นห้องสำหรับปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบ พร้อมติดตั้งสัญญาณ WIFI เพื่อบริการสำหรับค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยคอยอำนวยความสะดวกและการประสานงานและจัดการ

ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยได้นำเรียนผู้บังคับบัญชาของผู้ตรวจสอบ เพื่อขอเปลี่ยนตัวและนำเรียนเรื่องพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติมากนัก และเกิดเหตุการณ์รายวันที่ไม่ควรเกิดขึ้นภายในสถาบันวิชาการ เนื่องมาจากการตรวจสอบ   เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทางพนักงาน บุคลากร และสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ นำเรียนปัญหาความทุกข์ร้อน ความห่วงใย และความวิตกกังวล ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบ

ต่อ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก  ที่ 41  ดังนี้

ขอขอบคุณที่มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าร่วมติดตามกระบวนการตรวจสอบ สังเกตการณ์ และเป็นสักขีพยาน เพื่อสร้างความมั่นใจ อบอุ่น และปลอดภัยแก่สถาบันการศึกษา ทุกครั้ง หากผู้ตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภาค ๑๔ ยังเป็นบุคคลเดิม และเป็นแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารายวันไปก่อน จนกว่าผู้บังคับบัญชาของผู้ตรวจสอบ จะมีแนวทางปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงการยอมรับและเชื่อมั่นในตัวของผู้ตรวจสอบ

ต่อหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม นครศรีธรรมราช ดังนี้

๑. ขอทราบแนวทาง และขั้นตอนปฏิบัติ ที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ของผู้ตรวจสอบ รวมทั้ง แนวทาง สิทธิ และหน้าที่ของผู้ถูกตรวจสอบ ที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ

๒. หากผู้ถูกตรวจสอบ ขาดความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวผู้ตรวจสอบ  ที่ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภาค ๑๔ ส่งมา ควรดำเนินการอย่างไร ที่จะเกิดความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุด

๓. ขอให้ ศูนย์ดำรงธรรมเข้าร่วมติดตามกระบวนการตรวจสอบ สังเกตการณ์ และเป็นสักขีพยาน การตรวจสอบในช่วงนี้ หากผู้ตรวจสอบยังคงเป็นบุคคลเดิม เพื่อลดปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

๔. ขอให้ศูนย์ดำรงธรรม แสวงหาวิธีการและทางออกเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในระยะยาว และรวดเร็วที่สุด

ต่อ ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงิน (ผ่านผู้อำนวยการภาค ๑๔)

๑. ขอทราบแนวทาง และขั้นตอนปฏิบัติ ที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ของผู้ตรวจสอบ รวมทั้ง แนวทาง สิทธิ และหน้าที่ของผู้ถูกตรวจสอบ ที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ

๒. หากผู้ถูกตรวจสอบ ขาดความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวผู้ตรวจสอบ  ที่ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภาค ๑๔ ส่งมา ควรดำเนินการอย่างไร ที่จะเกิดความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุด

๓. ขอให้ แจ้งประเด็นการตรวจสอบ วิธีการการตรวจสอบที่เป็นธรรม รวมทั้งแผนงาน ระยะเวลาการตรวจสอบที่ควรจะเป็น เพราะที่ผ่านมา ดำเนินการอย่างล่าช้า การถูกตรวจสอบที่ต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตรวจสอบต้องคอยให้ปากคำ และรวบรวมเอกสาร จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในงานปกติได้

๔. ขอแสวงหาวิธีการและทางออกเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในระยะยาว และรวดเร็วที่สุด

คณะพนักงาน บุคลากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

1453985434398

1453985446372

 

ใส่ความเห็น

Top
Loading...
ข้ามไปยังทูลบาร์