ภาคใต้บ้านเรา

ภาคใต้นั้นกล่าวได้ว่ามีต้นทุนฐานทรัพยากรและทางสังคมค่อนข้างสูง ทำให้ชุมชนภาคใต้จึงดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ทำให้รัฐไทยมีการวางแผนการพัฒนาต่าง ๆ เช่น แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern seaboard) ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการก่อสร้างสะพานเศรษฐกิจ (land bridge) เพื่อสร้างโอกาสในการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของการขนส่งระหว่างตะวันออกกลางและตะวันออกไกล ซึ่งแผนดังกล่าวย่อมกระทบต่อชุมชนในภาคใต้ ดังนั้นหากชุมชนภาคใต้ได้มีกระบวนการในการพัฒนาจากรากฐานของชุมชน พร้อมทั้งสามารถแสดงตัวตนที่ชัดเจนแผนพัฒนาที่เกิดขึ้นย่อมต้องคำนึงถึงสอดคล้องกับทิศทางของชุมชน ด้วยเหตุนี้การส่งเสริมเพื่อให้ชุมชนได้มีการศึกษาทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อทุนของตนเองเช่นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ที่ทำให้ชุมชนสามารถจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างสูงสุด รวมทั้งยังสร้างความภูมิใจในถิ่นฐานของตัวเอง เกิดความรักและห่วงแหนแผ่นดินและชุมชน และนำไปสู่การกำหนดแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ อันนำไปสู่ความสุขอย่างสมดุลย์ของชุมชนอย่างแท้จริงเป้าหมาย
ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นพื้นที่เป้าหมายของแผนพัฒนาภาคใต้มีการรวมตัวเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่มีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน รวมถึงการมีศักยภาพในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดสิทธิชุมชน มาตรา 66 และ 67 อันนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนท้องถิ่น

ฐานคิดในการดำเนินการ
1) การดูแลและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากร ชุมชนนั้นมีความแนบแน่นกับการใช้ทรัพยากรมาแต่เดิม จนวางระบบในการจัดการและดูแลทรัพยากรของชุมชนเอง ซึ่งต่อมารัฐได้เข้ามามีบทบาทการดูแลและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแทนชุมชนมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับรัฐ เพราะนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติของรัฐไม่สอดคล้องกับการจัดการของชุมชน รวมทั้งแนวทางการพัฒนาที่ต้องการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ มากขึ้นทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาคเอกชนที่ต้องการใช้ทรัพยากรเพื่อขยายการลงทุนด้วย
จนกระทั่งปัจจุบันได้มีบทบัญญัติว่าด้วย “สิทธิชุมชน” กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยระบุให้ชุมชนมีสิทธิและหน้าที่จัดการทรัพยากรร่วมกันตามศักยภาพความสามารถ และวัฒนธรรมที่ชุมชนจัดการร่วมกันได้ และสามารถเข้าถึงทรัพยากรและใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการรับรองวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของชุมชน ที่ไม่กีดกันการเข้าถึงทรัพยากร แต่ยังให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ทำลายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น รวมทั้งสิทธิของชุมชนที่ต้องการกู้วิกฤตทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้สิทธิชุมชนยังหมายถึงสิทธิในการกำหนดแผนพัฒนาของตนเอง และสิทธิตัดสินใจทางนโยบายต่อการจัดทำแผนพัฒนาและโครงการพัฒนาต่างๆ ตลอดจนการวางแผนการคุ้มครองพื้นที่ การดำรงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีของชุมชน

2)การสร้างความตระหนักในคุณค่าและความภาคภูมิใจต่อชุมชนตนเอง
การให้ชุมชนเห็นคุณค่าและรักชุมชนของตัวเอง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรต่าง ๆ ความจำเป็นต่อการพึ่งพิงทรัพยากร เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรในชุมชนของตนเองโดยชุมชน ซึ่งหากชุมชนมีความภาคภูมิใจต่อชุมชนก็จะสามารถคิดค้นแผนการพัฒนาที่เหมาะสมต่อชุมชน รวมทั้งเกิดระบบเฝ้าระวังปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของชุมชนด้วย
3) การกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น การกระจายอำนาจนับว่าเป็นทิศทางที่สำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 และ 2550 รวมทั้งพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 ซึ่งส่งเสริมบทบาทและภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล และการยกระดับสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลตำบล ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการกระจายอำนาจที่สำคัญ และยังมีแนวโน้มที่จะมีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นมากขึ้น มีการจัดสรรงบประมาณและการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางให้กับท้องถิ่นมากขึ้น มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง โดยปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานมาเป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเอา “สุขภาวะ 4 มิติ” เป็นเป้าหมายร่วมของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้วย ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ทำให้มีกลุ่มทำงานและแหล่งเรียนรู้กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในชุมชน รวมถึงมีการดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตามศักยภาพและความสนใจให้เป็นพลังของชุมชนในการขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “สุขภาวะทั้ง 4 มิติ”
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของพื้นที่ รวมทั้งการทำแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ ตลอดจนมีบทบาทในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม